แฟลชม็อบ ธนาธร จะจุดติดหรือไม่?

ใช้เวลาอ่าน: 2 นาที

“สนธิ” ชี้ “ธนาธร” สู้ผิดยุทธวิธี มอง “แฟลชม็อบ” ฉาบฉวยไม่ได้ผล ระวังถูกมองทำเพื่อตัวเอง

“สนธิ ลิ้มทองกุล” เตือนหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ทำแฟลชม็อบยุทธวิธีที่ผิด เหมือนยุงกัด ถ้ารัฐบาลฉลาดปล่อยให้บ้าไป ชี้พลาดมาตั้งแต่เข้ามาในระบบแล้วไม่รอบคอบ เตือนนรกอยู่ตรงหน้า มีอุดมการณ์อยู่แล้วแต่ทำแบบนั้น สุดท้ายกลายเป็นว่าทำเพื่อตัวเอง 

วันนี้ (20 ธ.ค.) นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ “คุยทุกเรื่องกับสนธิ” ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ นัดชุมนุมแฟลชม็อบที่สกายวอล์ก สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่ผ่านมา ว่า เรื่องของนายธนาธรถือเป็นประวัติศาสตร์ในการประท้วง ตั้งแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประท้วงเมื่อปี 2549 ตอนนั้นตนประท้วงในฐานะสื่อมวลชน ไม่ได้ประท้วงในฐานะเป็น ส.ส. และไม่ได้อยู่ในระบบรัฐสภา มีความรู้สึกว่านายทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้นปิดกั้น ไม่เอาข่าวสารข้อมูลที่แท้จริงออกมาให้ประชาชนทราบ และมีการกระทำที่จาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นทำพิธีในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว มีรูปออกมาแล้วไม่มีใครกล้าพูด 

“การประท้วงของผมในช่วงนั้น 2548-2549 เป็นการประท้วงโดยการแสดงออกในการพูดที่หอประชุมเล็ก หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แล้วต่อที่สวนลุมพินี จริงๆ แล้วมีอยู่เพียงแค่นั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น แต่เผอิญความกดดันของรัฐบาลชุดทักษิณ ณ เวลานั้น พรรคไทยรักไทยกดดันการประท้วงอย่างหนัก กลั่นแกล้งอย่างโน้นอย่างนี้ ก็เลยมีประชาชนเข้าไปฟังมากขึ้นๆ เพิ่มขึ้นๆ จนในที่สุดพรรคไทยรักไทยก็เลยตัดสินใจเล่นแรง” นายสนธิ กล่าว

ในตอนหนึ่ง นายสนธิ กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นเพราะความอึดอัดใจที่เห็นการเมืองกลับไปสู่รูปแบบเดิม เพราะไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ พรรคชาติพัฒนา หรือพรรคอะไรก็ตาม คือพรรคการเมืองเขี้ยวลากดินเก่าๆ ที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่นิดเดียว ที่น่าสนใจคือ พรรคการเมืองที่เข้ามาร่วมรัฐบาล ก็เป็นพรรคที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยดุด่า เคยเหยียดหยามมาก่อนว่าเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ ทำชาติบ้านเมืองพินาศฉิบหาย แต่วันนี้กลับมาโอบอุ้มกัน รักกัน ทำให้คนหลายคนซึ่งมองการเมืองแล้วบอกว่าไม่ได้ และคนรุ่นใหม่ที่มองการเมืองก็ไม่ได้มองไปที่พรรคเพื่อไทย เพราะไม่เอานายทักษิณ และไม่เอาคนที่อยู่ในพรรคเพื่อไทยเพราะแต่ละคนก็นักการเมืองเขี้ยวลากดินเช่นกัน เป็นจุดที่พรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้น เมื่อนายธนาธรเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ภาพของคนรุ่นใหม่เกิดขึ้น จึงมีคนเทเข้าไปเชียร์นายธนาธรเยอะพอสมควร การที่ได้ ส.ส. เกิน 81 เสียงทำให้เกิดความฮึกเหิมขึ้นมาทันที 

“ถ้านายธนาธรไม่ตั้งพรรคการเมือง และระดมคนรุ่นใหม่อยู่ข้างนอก คัดค้านสิ่งที่พรรคพลังประชารัฐทำ สิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำ หรือสิ่งที่ใครก็ตามทำ มันเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ไม่ต้องการ คนรุ่นใหม่ต้องการอะไรที่มันใหม่ แล้วก็มันดี แต่เผอิญนายธนาธรตัดสินใจเข้าไปเล่นในระบบ เผอิญได้เสียงมาถึง 81 เสียง เสียงขนาดนี้ทำให้เกิดความฮึกเหิมมาก นายธนาธรก็เลยคิดว่า 81 เสียงน่าจะเปลี่ยนระบบได้ แต่ในที่สุดก็ติดขัดอยู่ที่รัฐธรรมนูญ เผอิญการเข้ามาของนายธนาธรเข้ามาอย่างไม่รอบคอบ ทั้งที่ไม่รู้ว่าระบบนั้นเขาเป็นคนสร้าง กติกาเขาเป็นคนกำหนด แล้วกฎหมายนั้นเขาร่าง แต่ตัวเองก็ไม่สนใจ ตัวเองก็มีช่องโหว่เข้าไป ก็เลยทำให้ตัวเองนั้นบาดเจ็บหลายอย่าง ตั้งแต่เรื่องหุ้นสื่อ ตัวเองหลุดจาก ส.ส. แล้วไปๆ มาๆ ก็เป็นเรื่องยุบพรรค” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ กล่าวว่า จะเห็นได้ชัดว่า ส่วนใหญ่เป็นความผิดพลาดของนายธนาธร ยุทธวิธีในการต่อสู้ของนายธนาธร ไม่ใช้วิธีแทรกซึม และไม่ใช้วิธีใจเย็นหาทางเปลี่ยนแปลง จุดที่ผิดมากที่สุดคือเข้ามาเล่นในระบบ ได้เสียง 81 เสียง ไม่สามารถจะเป็นรัฐบาลได้ ตัวเองก็เป็นพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งอะไรต่อมิอะไรที่โจมตีอยู่ทุกวันนี้ก็มีเหตุผล การที่นายธนาธรวิพากษ์วิจารณ์ทหารนั้นตนเห็นด้วย ขณะเดียวกันยังคิดในใจว่า ทหารน่าจะใช้เวลานี้ ทั้งเรื่องความไม่โปร่งใสด้านงบประมาณ และเรื่องต่างๆ มาปรับปรุงแก้ไขตัวเอง แต่ทหารคือทหาร ไม่ยอมปรับตรงไหนเลยทั้งสิ้น เพราะถือว่าอย่ามาแตะต้อง แตะต้องไม่ได้ จึงสร้างความชอบธรรมให้กับนายธนาธรมากขึ้น คนที่เคยมีความคิดไม่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย บอกว่านายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ไม่ใช่พรรคเพื่อไทย และนายธนาธรพยายามที่จะฉีกตัวออกจากพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ เช่นการให้การในศาลรัฐธรรมนูญก็ยังตำหนินายทักษิณอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่านายธนาธรต้องการเป็นตัวของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นายสนธิ กล่าวว่า นายธนาธรใช้ยุทธวิธีผิด การที่นายธนาธรเคลื่อนไหวแฟลชม็อบเพราะกำลังใช้โซเชียลมีเดีย แต่เตือนว่าการชุมนุมที่จะโค่นรัฐบาลแบบนายธนาธรไม่ได้ผล เพราะแฟลชม็อบก็คือแฟลชม็อบ ไม่มีการต่อเนื่อง ไม่เหมือนกับคนที่ตัดสินใจแล้วว่าตายเป็นตาย เดินขบวน ซึ่งนายธนาธรคงไม่อยากให้เป็นลักษณะแบบนั้น เหมือนยุงกัดทีละนิด ก็หวังว่าจะมียุงสักตัวหนึ่งเป็นยุงลาย ทำให้คนถูกกัดเป็นไข้เลือดออก แต่ลักษณะยุงกัดไม่มีประโยชน์ และรัฐบาลกลับไปเติมเชื้อไฟให้ กล่าวหาว่าทำผิดกฎหมาย ไปฟ้องยุบพรรค เพิ่มเชื้อไฟทำให้คนเห็นใจนายธนาธรมากขึ้น

แต่เมื่อถามว่าที่นายธนาธรกล่าวว่าปีหน้าเอาจริง จะเหมือนกับการชุมนุมที่ฮ่องกงหรือไม่ ตนยืนยันว่าไมาเหมือน เพราะคนรุ่นใหม่ในฮ่องกง กับคนรุ่นใหม่ประเทศไทยเป็นคนละพวกกัน การประท้วงในฮ่องกงไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ แต่รวมไปถึงคนรุ่นเก่าที่อึดอัดใจกับประเทศจีน แต่คนรุ่นใหม่ที่ประท้วงอยู่ในประเทศไทย พ่อแม่ปู่ย่าตายายอาจจะอยู่ข้าง พล.อ.ประยุทธ์ แต่มีเฉพาะลูกหรือหลานที่อยู่ข้างนายธนาธร ไม่มีเอกภาพ ทำได้อยู่อย่างเดียวคือกวนน้ำให้ขุ่น 

นายธนาธรบางครั้งตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ พอคนเชียร์นายธนาธรมากขึ้น เชื่อว่านายธนาธรมีจังหวะลืมตัวว่าเป็นไอดอล พูดจาอะไรในช่วงหลังจะก้าวร้าวมาก เหมือนที่ไปสัมมนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ บอกว่าการแก้รัฐธรรมนูญมีสองทาง ทางแรกคือใช้เลือด ทางที่สองคือทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน รู้หรือไม่ว่าคำว่าต้องใช้เลือดนั้นกระเทือนใจคนแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอำนาจ ทหารที่มีอำนาจ ก็แปลความคิดออกมาว่านายธนาธรพร้อมที่จะทำให้เกิดการนองเลือด ก็เกิดการตกใจขึ้นมา กฐินก็เลยมาที่นายธนาธรคนเดียว นายธนาธรต้องรู้ว่าผิดพลาดตรงไหน 

อีกอย่างหนึ่ง ตนเคยบอกว่านายธนาธรเข้าสู่ระบบแล้ว เขาบอกว่าคุณอยู่ในระบบ พล.อ.ประยุทธ์จึงพูดว่า ทำไมไม่มาสู้กันในระบบ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์คุมระบบอยู่ แต่นายธนาธรมีวิธีที่จะเปลี่ยนระบบได้ ถ้าเป็น ส.ส. เป็นพรรคการเมืองมีคุณภาพ มีอุดมการณ์ และอยู่ในสภา อย่าไปสู้ประเด็นเดียวคือแก้รัฐธรรมนูญ ต้องสู้ให้เห็นว่าการบริหารงานโดย พล.อ.ประยุทธ์ไม่โปร่งใส ให้สู้ตรงนั้น สู้ตลอดเวลา ย้ำคิดย้ำทำตลอดเวลา เสียงก็จะค่อยๆ เพิ่มเข้ามาหา ประเทศไทยไม่ใช่นายธนาธร ไม่ใช่แก้รัฐธรรมนูญแล้วทุกอย่างจะไปได้ดี ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วกี่ครั้ง ปี 2540 รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดก็ถูกทหารปฏิวัติ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะทำให้ชาติไปได้ คนมีข้าวปลากิน ไม่มี แม้แต่ประเทศที่รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยที่สุดยังข้าวยากหมากแพงอยู่เลย

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ากลัวมากและเป็นอันตราย แต่ไม่คิดว่าเรื่องที่จะบอกว่าเดือนมกราคมนั้นเป็นของจริง ไม่จริงหรอก ของจริงอย่างมากก็ประเดี๋ยวประด๋าว ถ้ารัฐบาลฉลาด เขาปล่อยให้คุณบ้าไป แล้วเขาก็เข้าสภา เขาประชุมสภา แล้วเขาก็ออกกฎหมาย คุณเล่นทางทางกฎหมาย ถ้าคุณจะสู้ คุณต้องผ่านอย่างพวกผมมาก่อน หรือคุณจะต้องผ่านอย่างพวกจตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ต้องเจอทุกอย่าง เจอทั้งคดีความ เจอทั้งความร้อน เจอทั้งปักหลัก นอนอยู่ที่เวที พื้นหญ้า ชุมนุมกันเป็นปี รวมทั้งเฉพาะผมโดนลูกปืนมา 200 นัด คุณยังไม่มาถึงขั้นนั้นเลย” นายสนธิ กล่าว

นายสนธิ อธิบายว่า นายธนาธรเคยถามตัวเองหรือไม่ว่าพร้อมที่จะเอาทรัพย์สมบัติทุกอย่างเข้ามาสู้ ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจที่เป็นเจ้าของบริษัทไทยซัมมิทฯ เป็นไพร่หมื่นล้าน พร้อมจะควักเงินหมื่นล้านมาสู้หรือไม่ ก็ไม่พร้อม เพราะฉะนั้นการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้ดูถูก ถ้ายังสู้กับคนที่อยู่ในระบบ ออกมาสู้บนถนนโดยไม่ได้สู้จริง สู้แบบฉาบฉวย ออกมาแฟลชม็อบเสร็จกลับบ้าน พอคดีความเริ่มมาถึงนายธนาธรแต่ละคดี ถ้ามีโทษอาญาถึงขั้นจำคุก แล้วเผอิญนายธนาธรหรือพรรคพวกจะถูกจำคุก เพราะกติกาชัดเจนว่าไม่ให้ทำแล้วไปทำ ผู้พิพากษาไม่มีทางเลือก ก็พิจารณาไปตามกฎหมาย ต้องถูกเล่นงานต่างๆ นรกอยู่ตรงหน้า อีกทั้งนายธนาธรยังมีธุรกิจ ยังมีแม่ มีญาติอีกเยอะ คิดให้ละเอียด คิดให้ดี มีวิถีทางสู้ เอาอุดมการณ์ซึ่งได้เปรียบอยู่แล้ว แต่วิธีการทำไปทำมากลายเป็นทำเพื่อตัวเองเท่านั้นเอง

Skip to toolbar